บทบาทของภาคต่าง ๆ ในสังคมในการสร้างและใช้ทางด่วนข้อมูล

            การสร้างทางด่วนข้อมูล เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับส่วนต่าง ๆ ของสังคมอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ได้ทาง

ด่วนข้อมูลที่สามารถมีส่วนในการแก้ไขปัญหาสังคมไทยได้ นั่นคือ ผสมผสานลักษณะที่เหมาะสมของความเป็น

เครือข่ายสาธารณประโยชน์ ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ และความเปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไปได้มีบทบาทเข้า

ร่วม เราจำเป็นต้องจัดวางความสัมพันธ์และแบ่งบทบาทของภาคต่าง ๆ ในสังคมให้สมดุลกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน

และภาคประชาชน

            กล่าวโดยรวม ภาครัฐควรมีบทบาทในการริเริ่มเพื่อสร้างความเห็นพ้องของสังคมในการสร้างทาง

ด่วนข้อมูล สนับสนุนภาคธุรกิจเอกชน และประชาชนเพื่อให้บริการบนทางด่วนเป็นไปอย่างราบรื่น ควบคุมดูแล

ในระดับนโยบายเพื่อให้ทางด่วนข้อมูลเป็นไปเพื่อกิจการสาะารณประโยชน์ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม

             ภาคธุรกิจเอกชนควรมีบทบาทในการลงทุน และดำเนินการให้บริการทางด่วนข้อมูลที่มีคุณภาพ ในขณะ

ที่ประชาชนทั่วไป เป็นผู้ใช้บริการ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ บนทางด่วนข้อมูล เสมือนเป็นชุมชนของตน

บทบาทโดยรวมของภาครัฐ

            ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ดูแลควบคุมทางด่วนข้อมูล เนื่องจาก ทางด่วนข้อมูลเป็นโครงการขนาด

ใหญ่ที่มีผลกระทบต่อสังคมสูง นอกจากนี้ ลักษณะบริการที่เป็นบริการสาธารณประโยชน์ของทางด่วนข้อมูล ยังทำ

ให้รัฐต้องเข้ามาดูแล เพื่อสร้างความเป็นธรรมของสังคมด้วย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติรัฐมักจะไม่เข้าไปควบคุม

ดูแล โครงการขนาดใหญ่เองโดยตรง แต่จะต้องตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาเพื่อควบคุมดูแล องค์กรเหล่านี้มักมีการดำเนิน

การเป็นอิสระจากรัฐ และผู้ให้บริการพอสมควรสมมติในอนาคตจะมีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อเข้ามาควบคุมดูแล

ทางด่วนข้อมูล เรียกว่า “องค์กรควบคุมดูแลทางด่วนข้อมูล”โดยจะกล่าวถึงการวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียของแต่ละ

บทบาทที่เหมาะสมแก่องค์กรทางด่วนข้อมูล ดังนี้

บทบาทในการอนุญาตให้บริการ

            การอนุญาตให้บริการเป็นบทบาทที่สำคัญที่สุดที่จะกำหนดว่า การให้บริการทางด่วนข้อมูลในประเทศต่างๆ

จะเป็นธุรกิจผูกขาดหรือเสรีเพียงใด ซึ่งจะส่งผลต่อการประกันบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และลักษณะการ

บริหารด้านอื่น ๆ ของทางด่วนข้อมูล ในทางปฏิบัติแล้ว องค์กรควบคุมดูแลสามารถใช้บทบาทนี้ในการกำหนด

จำนวนผู้ให้บริการ 4 ลักษณะ คือ

                1.อนุญาตให้มีผู้ให้บริการผูกขาดรายเดียว

                2.อนุญาตให้มีผู้ให้บริการผูกขาดน้อยรายโดยแบ่งพื้นที่การให้บริการ

                3.อนุญาตให้มีผู้ให้บริการผูกขาดน้อยราย แข่งขันในพื้นที่เดียวกัน

                4.เปิดให้การให้บริการเป็นไปอย่างเสรี

                         บทบาทในการประกันบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

            การประกันบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เป็นกลไกสำคัญในการกระจายโอกาสและความเป็นธรรมในสัง

คม โดยทั่วไป บริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม องค์กรควบคุมดุแลสามารถประกันบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ได้ใน 3 ลักษณะ คือ

                1.ไม่กำหนดเป้าหมาย

      วิธีนี้ใช้ในกรณีที่เปิดให้มีการแข่งขันโดยเสรี วิธีนี้ องค์กรควบคุมดูแล จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการวาง

      เป้าหมายการให้บริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพราะเชื่อว่า การแข่งขันเสรีจะสามารถทำให้บริการ

      ดังกล่าวเกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องผลักดัน ที่ผ่านมาพบว่า แม้การแข่งขันเสรีจะช่วยทำให้เกิดบริการได้ใน

      วงกว้างกว่าการผูกขาดก็ตาม ระดับการให้บริการนั้นมักไม่พัฒนาไปถึงการให้บริการอย่างทั่วถึงและ

      เท่าเทียม

                2.กำหนดเป้าหมายกว้าง ๆ เท่านั้น

      วิธีนี้สามารถใช้ได้กับกรณีที่ปล่อยให้มีการผูกขาดโดยผู้ให้บริการรายเดียว หรือแข่งขันกันน้อยราย ตาม

      วิธีนี้ องค์กรควบคุมดูแลจะกำหนดเป้าหมาย การบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมอย่างกว้างๆ และไม่

      เข้าไปเกี่ยวข้องในรายละเอียด ข้อดี คือ การควบคุมดูแลทำได้ง่าย แต่ข้อเสีย คือ การควบคุมดูแลหลวม

      ๆเช่นนี้ อาจไม่สามารถผลักดันให้บริการทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

               3.กำหนดเป้าหมายในรายละเอียด

                    วิธีนี้คล้ายกับการกำหนดเป้าหมายกว้าง ๆ แต่มีการระบุรายละเอียดมากขึ้น ข้อดี คือ สามารถผลักดัน

                ให้เกิดการบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ข้อเสีย คือ ไม่มีหลักประกันว่าบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

                จะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และการควบคุมดูแลทำให้ยาก และไม่สามารถแบ่งความรับผิดชอบ

                ระหว่างองค์กร

บทบาทในการควบคุมดูแลการเก็บค่าบริการ

            การเก็บค่าบริการมีความเกี่ยวเนื่องกับการประกันความสามารถในการรับบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

เพราะค่าบริการที่สูลเกินไปจะปิดโอกาสการรับบริการของผู้ที่มีรายได้น้อย ดังนั้นองค์กรจึงมีวิธีการเพื่อทำให้เกิด

ความเท่าเทียม 4 วิธี คือ

                1.ปล่อยเสรีไม่มีการควบคุมราคา

                2.ควบคุมค่าบริการ โดยคำนวณจากต้นทุน

                3.ควบคุมค่าบริการ โดยอนุญาตให้มีการอุดหนุนข้ามประเภทบริการ

                4.ควบคุมค่าบริการ โดยกำหนดเพดานราคา

                                       บทบาทในการหนุนเสริมด้านอื่น ๆ

1.การเข้าไปช่วยเหลือผู้ให้บริการโดยตรง

2.การขจัดอุปสรรคให้ภาคเอกชน

3.การคอยสังเกตการอยู่ห่าง ๆ

            ในบรรดาบทบาทขององค์กรควบคุมดูแลหลายรูปแบบที่เป็นไปได้นั้น ทางด่วนข้อมูลในประเทศไทย

ควรประกอบไปด้วยบทบาท ดังนี้

               1.ไม่ควรปล่อยให้เกิดการให้บริการแบบผูกขาดรายเดียว ปราศจากการแข่งขัน เพราะจะทำให้การผลิต

บริการไม่มีประสิทธิภาพ มีการเก็บค่าบริการแพง ในระยะเริ่มแรกของการเปิดให้บริการบนทางด่วนข้อมูล องค์กร

ควบคุมดูแลอาจแบ่งพื้นที่เขตให้บริการออกเป็นส่วน ๆ แล้วเปิดให้เอกชนผูกขาดในแต่ละพื้นที่ แต่กระตุ้นให้มีการ

แข่งขันกันทางอ้อม โดยตั้งกฎเกณฑ์ในการวัดประสิทธิภาพ การผลิตบริหาร และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการ

ผลิตบริการของผู้ให้บริการแต่ละราย นอกจากนี้ อนาคต ควรเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรายอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มี

ประสิทธิภาพในการผลิตสูงเข้าไปแข่งขันในแต่ละพื้นที่ และในขั้นสุดท้ายควรเปิดให้มีการแข่งขันเสรี

                2.ควรกำหนดเป้าหมายการบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ให้ชัดเจนพอสมควร กล่าวคือ

อย่างน้อยที่สุดต้องกำหนดชนิด และคุณภาพขั้นต่ำของบริการ เช่น ความจุของเครือข่ายขั้นต่ำที่สงวนไว้ให้ใช้

เฉพาะบริการสาธารณประโยชน์ ตลอดจน ระยะเวลาแน่นอนในการบรรลุเป้าหมาย และควรกำหนดเงื่อนไข การให้

บริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลงไปอย่างชัดเจนในเงื่อนไขการประมูลและให้ความสำคัญของเป้าหมายนี้ควบคู่ไป

กับหลักเกณฑ์อื่นๆ เช่น ผลตอบแทนแก่รัฐ ต่อเมื่อการแข่งขันเปิดเสรีมากขึ้นและเป้าหมายการให้บริการอย่างทั่วถึง

สามารถบรรลุถึงระดับหนึ่ง การกำหนดเป้าหมายก็จะหมดความจำเป็น เพราะการแข่งขันจะช่วยให้ขยายตัวไปเอง

                3.ควรควบคุมอัตราค่าบริการ ในรูปแบบที่ยืดหยุ่นพอสมควร และจูงใจให้เกิดการควบคุมบริการ

เช่นการควบคุมเพดานค่าบริการเฉพาะในบริการสาธารณประโยชน์ อีกวิธีหนึ่งที่เป็นไปได้คือ การอนุญาตให้มีการ

เก็บค่าบริการแบบมีการอุดหนุนข้ามบริการ โดยนำรายได้จากการอุดหนุนไปจัดตั้งกองทุนเพื่อบริการอย่างทั่วถึง

และเท่าเทียม และควบคุมให้ใช้รายได้ของกองทุนเพื่อกิจการนี้โดยเฉพาะ เมื่อการแข่งขันเปิดเสรีถึงระดับหนึ่ง

การควบคุมค่าบริการก็จะเป็นมาตรการที่หมดความสำคัญลงไปเช่นเดียวกับการกำหนดเป้าหมายการให้บริการ

                4.ควรมีบทบาทในการขจัดอุปสรรคของการดำเนินการของผู้ให้บริการ เช่น ส่งเสริมการดูแล

การรักษาสินทรัพย์ทางปัญญา ควบคู่ไปกับการกระตุ้นให้มีการผลิตบริการใหม่ ๆ ในราคาถูก และควรควบคุม

ให้บริการบนทางด่วนข้อมูลของผู้ให้บริการแต่ละรยสามารถใช้ด้วยกันได้และดำเนินการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยว

ข้องต่าง ๆกับทางด่วนข้อมูลเป็นไปอย่างเรียบร้อย

บทบาทโดยรวมของธุรกิจเอกชน

            ธุรกิจเอกชนเป็นภาคที่มีความพร้อมมากกว่าภาครัฐและภาคประชาชนในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านขีดความ

สามารถทางเทคโนโลยี ด้านทรัพยากรบุคคล และด้านเงินทุน อีกทั้งการทำงานของเอกชนยังมีความคล่องตัวสูง

ทำให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ ภาคเอกชนมีบทบาทต่อการสร้างและให้บริการบนทางด่วน

ข้อมูลอยู่ได้หลายรูปแบบ คือ

               1. บทบาทในการผลิตและจำหน่ายบริการ เป็นบทบาทพื้นฐานของภาคเอกชน เพื่อให้การใช้ทางด่วน

ข้อมูลดำเนินไปได้โดยไม่ก่อปัญหา และเกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ภาคเอกชนที่ให้บริการควรผลิตสาร

สนเทศและบริการที่มีคุณภาพ มีเนื้อหาที่ไม่ขัดกับจริยธรรมของสังคมและมีลักษณะสร้างสรรค์

                2. บทบาทในการสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและบริการบทบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ

การวิจัยและพัฒนาหรือการส่งเสริมกิจกรรมในสถาบันการศึกษาเพื่อให้สามารถสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและ

บริการอันจะส่งผลให้บริการมีคุณภาพดี และราคาถูก

                3. บทบาทของสมาคมผู้ประกอบการภาคเอกชนต่อวงการ ธุรกิจเอกชนที่รวมเป็นสมาคม

ผู้ประกอบการเช่น สมาคมโทรคมนาคม สมาคมคอมพิวเตอร์ สามารถมีส่วนช่วยทำให้เกิดผลประโยชน์

ร่วมของวงการ และสาธารณประโยชน์ ที่ก้าวข้ามพ้นผลประโยชน์ของแต่ละบริษัทได้

                4.บทบาทของสมาคมผู้ประกอบการภาคเอกชนในการช่วยเหลือภาคประชาชนมีบทบาทในการให้

การศึกษาพื้นฐานเรื่องทางด่วนข้อมูล และเทคโนโลยีสารสนเทศโดยทั่วไปแก่ประชาชนนอกจากนี้ยังให้ความ

ช่วยเหลือองค์กรประชาชน ให้สามารถใช้ทางด่วนข้อมูลอย่างในราคาถูก

บทบาทโดยรวมของภาคประชาชน

            ประชาชนผู้ใช้ทางด่วนข้อมูลสามารถมีบทบาทได้มากกว่านั้น กล่าวคือ สามารถมีบทบาทในฐานะ

“พลเมือง” ของเครือข่าย ซึ่งจะผลิตสารสนเทศ และช่วยป้องกันแก้ไขปัญหาบนเครือข่ายอีกด้วย อีกนัยคือ ประชา

ชนผู้ใช้ทางด่วนข้อมูลก็คือ “พลเมืองของเครือข่าย”ประชาชนสามารถมีบทบาทในฐานะพลเมืองของเครือข่าย ได้

หลายรูปแบบ คือ

                1.บทบาทในการผลิตสารสนเทศในฐานะปัจเจกชน

                2.บทบาทในฐานะกลุ่มสมาคมวิชาชีพ

                3.บทบาทในฐานะองค์กรประชาชนอาสาสมัคร

บทบาทของภาคธุรกิจเอกชน : กรณีศึกษาในการผลิตสารสนเทศและบริการ

            เอกชนจะผลิตสารสนเทศและบริการที่มีคุณภาพดี ก็ต่อเมื่อ มีความมั่นใจว่าผลงานนั้นมีผลตอบแทนทาง

เศรษฐกิจที่คุ้มค่า ในสภาพที่อุตสาหกรรมการผลิตสารสนเทศ และบริการในรูปแบบมัลติมีเดียของประเทศไทยยังอยู่

่ในขั้นเริ่มต้นการช่วยเหลือของรัฐต่อเอกชนที่น่าจะมีผลจูงใจในการผลิตสารสนเทศและบริการที่มีคุณภาพ คือ การ

คุ้มครองมิให้ลิขสิทธิ์ของเอกชนในผลงานถูกละเมิด ในขณะที่เอกชนต้องใช้สิทธิ์ดังกล่าวอยู่ในขอบเขตอันสมควร